Home วิมานดิน...ดีท็อกซ์ที ผลการวิจัย

ผลการวิจัย

ปัจจุบันสารประกอบหลักที่บ้านไร่วิมานดินมาใช้ทำชาดีท็อกซ์คือรางจืดปลอดสารพิษ ณ ผืนป่าทองผาภูมิ และน้ำที่มีต้นกำเหนิดจากแหล่งผลิต "น้ำแร่วีนัส " ที่ผลิตขายออกไปทั่วโลก สารประกอบหลักนี้มีผลงานวิจัยและผลการทดลองมากมายรองรับ

การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้น มีการศึกษาครั้งแรกที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากงานวิจัยเรื่อง "การทดลองใช้รางจืดแก้พิษยาฆ่าแมลง"  ทดลองในหนูขาว ให้หนูได้รับพิษโฟลิดอล ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงตราหัวกระโหลกไขว้ อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอตเฟต ก็พบว่าสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษโฟลิดอลได้ดีมาก คือจากร้อยละ 66.33 เหลือแค่ร้อยละ 25 เท่านั้น

การศึกษาทดลองฤทธิ์ลดไข้ในหนูขาว พบว่าได้ผลดี ทดสอบใช้ใบรางจืดแก้พิษยาฆ่าแมลง Folidol-E   พบว่าน้ำสกัดจากใบรางจืดร่วมกับ Nropine สามารถลดอัตราการตายของสัตว์ได้   ทดลองในหนูพบว่าน้ำสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านพิษยาฆ่าแมลงชนิด Organophosphates ได้

ในปี 2546 วิรวรรณ วิสิฐพงศ์พันธ์ ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาพิษวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่อง "การทดสอบความเป็นพิษของน้ำสกัดใบรางจืด" ได้ผลสรุปว่า น้ำสกัดใบรางจืดไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อ ของอวัยวะภายในของหนูขาว และไม่ก่อให้เกิดพิษต่อเซลล์เนื่องจากไม่เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และมีแนวโน้มว่าอาจมีฤทธิ์ช่วยลดความเป็นพิษต่อเซลล์มากกว่าก่อให้เกิดพิษ ที่มา : วารสานสมุนไพรปีที่ 10(2)ธ.ค. 2546
http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2545/toxi0945ww_abs.pdf

นอกจากนี้รศ.ดร.วีระวรรณ เรืองยุทธิการณ์ ยังได้วิจัยเรื่อง "การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของใบรางจืด"  โดยทดลองกับหนูขาว 350 ตัว พบว่า ไม่มีผลเป็นพิษต่อหนูขาวและน้ำสกัดรางจืดที่เตรียมด้วยน้ำร้อนมีผลลดอัตราการตายของหนูขาวได้ดีกว่าน้ำสกัดที่ทำจากน้ำเย็น และพบว่าใบรางจืดแห้งสามารถใช้แก้พิษโฟลิดอนได้เช่นเดียวกับใบรางจืดสด โดยสามารถแก้พิษยาฆ่าแมลงประเภทorganophosphatesได้ มีข้อแนะนำว่าควรระวังในการนำไปใช้กับสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีความดันต่ำ และผู้ที่เป็นโรคหืด โดยพบว่ามีฤทธิโดยตรงกระตุ้นการทำงานของ non-vascular smooth muscle ทำให้การทำงานกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและอาจออกฤทธิ์ผ่าน Cholinergic recepterCholinergic receptor เป็นผลให้ความดันลดลง กลไกแท้จริงในการแก้พิษคาดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับขอบเขตทางชีวเคมีมากกว่าทางเภสัชวิทยา
http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2523/phar1023wr_abs.pdf

ภญ.ณัฏฐิยา พงศ์ผาสุก หนึ่งในคณะผู้วิจัยกลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขปี 2546 ที่ผ่านมา ได้นำเสนอผลการศึกษาการใช้รางจืด ทดแทนยาต้านการอักเสบ

เนื่องจาก ในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ยาต้านอักเสบในกลุ่มลดบวม เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อีกทั้งยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงมาก ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังบาง มีผลต่อกระเพาะอาหาร เป็นต้น

จากการค้นคว้างานวิชาการ พบว่า รางจืด ซึ่งเป็นพืชในตระกูลอาคันทาเซอี ใช้เอทานอลสกัดได้สารสำคัญช่วยลดการอักเสบในอุ้งเท้าและหูหนูได้ ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงนำสมุนไพรมาพัฒนาเพื่อใช้ร่วมในการรักษา โดยศึกษาเปรียบเทียบสูตรตำรับเจลรางจืด 6 ตำรับ เพื่อหาสูตรตำรับที่มีความคงตัวดีที่สุด ศึกษาความคงตัวทางกายภาพ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เปรียบเทียบความเข้มข้นระดับต่าง ๆ ของเจลรางจืดที่ลดบวมดีที่สุด ผลการศึกษาพบว่า ตำรับเจลรางจืดความเข้มข้น 40 % ที่มีโพโลซานเนอร์เป็นสารก่อเจล และ โปรปีลีน ไกลคอล เป็นสารที่ช่วยในการดูดซึม ให้ผลในการลดบวมดีที่สุด มีความคงตัวทางกายภาพ รวมทั้งมีฤทธิ์ลดบวมได้ไม่แตกต่างจากยา Diclofenac Emulgel ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ.
ที่มา:“เภสัชกร” ไทยเจ๋ง วิจัย“เจลรางจืด” ทางเลือกใหม่ใช้ต้านการอักเสบ.ผุ้จัดการ.23/10/46.
http://library.bsru.ac.th/rLocal/print.php?story=04/03/29/1136876

การวิจัยผลของรางจืดต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดและระบบสืบพันธ์ของหนูขาวที่เป็นเบาหวานของสาริกา อริธชาติ สุลักษณ์ วุทธีรพลและกนกพรแสนเพชร พบว่า เมื่อป้อนให้หนูเบาหวานเป็นระยะเวลา 15 วันสามารถลดระดับน้ำตาลในหนูเบาหวานได้และมีแนวโน้มลดน้ำตาลในนเลือดหนูปกติได้

ศ.ดร.ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิจัยเรื่อง " การศึกษาเปรียบเทียบผลของสารสกัดใน และรากของรางจืดในการแก้พิษแอลกอฮอล " ได้ผลสรุปว่า ผลของสารสกัดจากใบรางจืด ต่อการป้องกันการทำลายตับจากอัลกอฮอล พบว่าที่ระยะเวลา 15 ชั่วโมง หลังจากได้รับเอทธานอลเข้าไปสารสกัดจากใบรางจืดในขนาด 200 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีผลทำให้การเกิดพิษที่ตับอันเนื่องมากจากเอทธานอลลดลง คือ มี การลดลงของตัวบ่งชี้การเกิดพิษที่ตับ

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าสามารถไปลดการสูญเสียความสามารถในการตอบสนองซึ่งเกิดจากการได้รับเอทธานอลในปริมาณสูงได้อีกด้วย

ผลดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพทั่วไปและการทำงานของตับในระดับโมเลกุล ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ด้วยฤทธิ์ของสารสกัดจากใบรางจืด จากผลการทดลองที่ได้ในครั้งนี้สรุปได้ว่าถ้าได้รับสารสกัดจากใบรางจืดในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมก่อนการได้รับเอทธานอลเข้าไปสามารถไปลดการเกิดพิษที่ตับอันเนื่องจากเอทธานอล
http://www.rsu.ac.th/rri/showresearchdatabase.php?id=8

ผศ.ดร.วัชรีวรรณ ทองสะอาด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการวิจัยเรื่อง " สารสกัดสมุนไพรกับการรักษาภาวะการณ์ติดสารเสพติดในหนูทดลอง " ผลการทดลองนี้สามารถสรุปได้ว่า
1) รางจืดมีผลกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทโดปามีนจากสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวและความพึงพอใจ คล้ายผลของสารเสพติดแอมเฟตามีนและโคเคน
2) เมื่อให้รางจืดเป็นเวลานานต่อเนื่องกัน ไม่แสดงผลในการติดยา 
3) รางจืดมีผลกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเคลื่อนไหวและความพึงพอใจคือ นิวเครียสแอคคัมเบน คอร์เดท นิวเครียส และอะมิกดาลา นิวเครียสเช่นเดียวกับผลของสารเสพติด
(E-mail Address : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน , อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
http://www.trf.or.th/research/abstract.asp?PROJECTID=TRG4580013

ศิริวรรณ (2522) พบว่าสารสกัดใบรางจืด สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Aerobacter aerogens ได้ ในขณะที่ Kongyingyos และคณะ (1990) ใช้น้ำสกัดใบรางจืดยับยั้งการเจริญของไวรัส hepes simplex type 1 และChanawirat(2000) ใช้สารสกัดจากใบรางจืดลดพิษต่อตับของอัลกอฮอล์ในหนูถีบจักรได้ ส่วนสุพรและคณะ(2541) ได้พัฒนาสารสกัดใบรางจืดเป็นยาทาภาย-นอกสำหรับต้านการอักเสบ เพราะสามารถต้านการอักเสบในหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้มีการทดสอบยืนยันว่าน้ำสกัดใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูขาวเนื่องจากพิษของสารกำจัดแมลงได้ (พาณี และ ชัชวดี,2523, วีระวรรณ, 2523) และยังสามารถลดอุณหภูมิร่างกายหนูขาวได้ด้วย (บุษบง, 2521)

วารสารสมุนไพร ปีที่ 10(2) ธ.ค. 2546 ได้รายงานการทดสอบความเป็นพิษต่อหนูขาว โดย วิรวรรณ วิสิฐพงศ์พันธ์ วีระวรรณ เรืองยุทธิการณ์ ไชยยง รุจจนเวท อำไพ ปั้นทอง อุษณีย์ วินิจ เขตคำนวณ นิรัชร์ เลิศประเสริฐสุข คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ผลสรุปว่าไม่ทำให้ lipid membrane เสียหายจึงไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เนื่องจากไม่เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระและมีแนวโน้มว่าอาจมีฤทธิ์ช่วยลดความเป็นพิษต่อเซลล์มากกว่าก่อให้เกิดพิษ

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการใช้รางจืดรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษ พาราควอท (Paraquat) โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี ซึ่งสรุปได้ว่า รางจืดมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับสารพาราควาอทรอดชีวิตได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ศูนย์ข้อมูลด้านสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุว่ารางจืดได้ชื่อว่าเป็นยอดสมุนไพรต้านพิษ ใช้ล้างพิษได้สารพัด ทั้งพิษจากเหล้า บุหรี่ ยาฆ่าแมลง สารเคมี มลภาวะต่างๆ ไปจนถึงพิษร้ายแรงจากสัตว์ อาทิ แมงกะพรุนไฟ แมงดาทะเล

รายงายวิจัยที่จังหวัดอ่างทอง บรรจุแคปซูลให้ ชาวนาชาวไร่ ทานแล้วไปตรวจเลือด พบว่า DDT ในกระแสเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 โรงพยาบาลบางกระทุ่ม และโรงพยาบาลเดชอุดม ศึกษาสรรพคุณของชาชงรางจืด เพื่อต้านพิษของสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่ม organophosphate ชาชงรางจืดสามารถเพิ่ม activity ของเอนไซม์ cholinesterase ในเลือด แต่การศึกษายังไม่อาจสรุปผลได้

คณะเภสัชศาสคร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษต่อตับของแอลกอฮอล์ พบว่า สารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยป้องกันการตายของเซลตับจากพิษของแอลกอฮอล์ในหลอดทดลอง และในหนูขาวที่ได้รับแอลกอฮอล์

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ใช้สมุนไพรรางจืด แก้พิษจากการบริโภคไข่แมงดาทะเลในผู้ป่วย 2 ราย พบว่ามีอาการดีขึ้น ทำให้มีแนวคิดเพิ่มเติมว่าจะสามารถนำรางจืดไปใช้แก้พิษในปลาปักเป้าได้หรือไม่ เพราะเป็น Tetrodotoxin เหมือนกัน
http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=2&t=23458

รายงานการวิจัยเรื่องประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการลดสารกำจัดแมลงตกค้างในกระแสโลหิตของเกษตรกรในอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ของ ไพศาล ดั่นคุ้ม รักษาการนายแพทย์ด้นเวชกรรมป้องกัน สำนักงานสารธารณสุขจังหวัดอ่างทอง โดยกลุ่มทดลอง161 คน(ทานรางจืด)และกลุ่มควบคุม 137 คน คนทั้ง 2 กลุ่มอยู่ในระดับป่วยเนื่องจากมีสารพิษตกค้างในกระแสเลือดในระดับมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัย  ผลปรากฎว่าระดับของสารตกค้างในกระแสเลือดของทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 95 % ของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับหายป่วย แสดงว่าสมุนไพรรางจืดมีประสิทธิผลในการลดระดับสารกำจัดแมลงตกค้างในกระแสเลือด ที่มา วารสารอาหารและยา 8, 3 (กันยายน-ธันวาคม 2544) : 42-49
http://elib.fda.moph.go.th/fulltext2/journal/fda/3-2544/42.pdf

สุพัตรา ปรศุพัฒนา; ปราโมทย์ มหคุณากร; ธานี เทศศิริ; สกุลรัตน์ อุษณาวรงค์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจัยเรื่อง "ผลของรางจืดต่อการลดพิษพาราควอท" ได้ทำการแบ่งหนูออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ได้รับพาราควอทกับน้ำ (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ได้รับพาราควอทกับสารสกัดจากใบรางจืดด้วยน้ำร้อน และกลุ่มที่ได้รับพาราควอทกับสารสกัดจากใบรางจืดด้วยน้ำที่อุณหภูมิห้อง ผลของสารสกัดจากใบรางจืดต่อการมีชีวิตอยู่รอดในหนูที่ได้รับพาราควอท 70 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (LD50=67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) หลังจากได้รับพาราควอท 24 ชั่วโมงพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากใบรางจืดมีชีวิตรอดสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p<0.01) ผลของสารสกัดจากใบรางจืดต่อระดับพลาสม่า MDA และวิตามินอีในหนูที่ถูกทำให้เกิดพิษจากพาราควอท 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่า หนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากใบรางจืดมีระดับพลาสม่า MDA ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.01) ขณะที่ไม่พบความแตกต่างของระดับพลาสม่า วิตามินอีทั้ง 3 กลุ่ม (p>0.05) จากผลการศึกษาเห็นได้ว่าสารสกัดจากใบรางจืดสามารถช่วยลดพิษจากการเกิดพิษของพาราควอทในหนูขาว

สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF RS122 14)

สุขสันต์ ช่างเหล้ก และจิตบรรจง ตั้งปอง แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง "สารประกอบฟีนอลิกในรางจืดป้องกันการเสื่อมของระบบประสาทจากพิษตะกั่ว" สรุปผลได้ว่า " สารประกอบฟินอลิกในรางจืดมีผลป้องกันการสูญเสียการเรียนรู้ และความทรงจำที่เกิดจากการได้รับพิษตะกั่วเหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติของระบบเหนี่ยวนำสมอง
http://www.scisoc.or.th/stt/35/sec_i/paper/STT35_I_I0010.pdf

ปลายปี 2552 ดร.อัจฉรา ศรีสดใส คณะเภสัชศาสตร์ , ดร. ปราโมทย์ มหคุณากร ได้เสนองานวิจัยเรื่อง "การศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต้านอักเสบของสารสกัดใบรางจืด:ผลยับยั้งการแสดงออกของยีนต์ cyclooxyense-2 inducible nitricoxide synsthase ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ"พบว่าสารสกัดจากใบรางจืดมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร nitric oxide (NO) และสาร prostaglandin E2 (PGE2) ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ (RAW 264.7) ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) นอกจากนั้น ยังพบว่าสารสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของ COX-2 mRNA และ iNOS mRNA ในลักษณะ dose-dependent ซึ่งผลการศึกษาในระดับโมเลกุลมีความสอดคล้องกับผลการศึกษาในระดับชีวเคมี โดยข้อมูลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษากลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับขบวนการอักเสบในการสร้างสาร COX-2 และ iNOS เช่น rheumatoid arthritisis, osteoarthritis
http://ora.kku.ac.th/res_kku/Abstract/AbstractView.asp?Qid=823953926

 

--------------------------------------------------------------------------

“สารก่อมะเร็งร้ายสลายได้…ด้วย...ดีท๊อกซ์ที”